หน้า: [1]   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: เผด็จการอมาตย์พวกเขากำลังคิดจะทำอะไรกันอยู่  (อ่าน 447 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
poonnook
รู้ทัน
**

Karma: +1/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 34


ดูรายละเอียด
« เมื่อ: กรกฎาคม 13, 2009, 02:04:27 am »

นับตั้งแต่เกิดการรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน เป็นต้นมา ฝ่ายผู้มีำอำนาจในประเทศนี้ต่างก็เชื่อว่าสถานการณ์ในประเทศไทยคงจะกลับเข้าสู่รูปแบบเดิมที่เคยเป็นมา  คือเขียนรัฐธรรมนูญใหม่,  เอาคนของตัวเองขึ้นมาครองอำนาจเป็นรัฐบาล  แล้วทุกอย่างก็ลืม ๆ กันไป  ประชาชนก็อดทน,  อดกลั้น,  อดออม  กันต่อไป  โดยไม่มีใครกล้าหาญชาญชัยขึ้นมาต่อกรกับอำนาจเผด็จการที่ครองประเทศนี้มาอย่างยาวนานได้ต่อไป  หลังจากที่ฝุ่นตลบและจัดระเบียบอยู่พักนึง  แล้วทุกอย่างก็จะกลับเข้าสู่วงจรเดิม   เผด็จการครองอำนาจ  (สร้างภาพ) ต่อไป,  ประชาชนไทยถูกกดขี่เอาเปรียบต่อไป



แต่หลังการรัฐประหารในครั้งนี้  ได้เกิดเหตุการณ์ที่แตกต่างไปจากความคาดหมายโดยสิ้นเชิง  ประชาชนจำนวนมากมายทั่วทั้งประเทศกลับลุกขึ้นมาทวงสิทธิ์ของตนเอง  รัฐบาลที่เคยคาดว่าจะได้เป็นรัฐบาลของเผด็จการ  ก็ถูกประชาชนทำลายยับเยินลงด้วยการแพ้เสียงในการลงคะแนนเลือกตั้ง   และยังเกิดการชุมนุมประท้วงต่อต้านอำนาจเผด็จการมากขึ้นจนน่ากลัวในทุกพื้นที่  ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นรูปแบบที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในการจัดการประเทศของเผด็จการอมาตย์ในประเทศไทย   ซึ่งก็ได้เกิดการต่อต้านอย่างรุนแรงจากประชาชนจำนวนมากขึ้นแล้วในขณะนี้.....   

สิ่งที่น่าจะนำพิจารณาเพื่อพึงตั้งเป็นข้อสังเกตก็คือ   นับจากเกิดกระแสต่อต้านเผด็จการขึ้นอย่างรุนแรงและขยายตัวอย่างรวดเร็วนี้   ฝ่ายเผด็จการอมาตย์และผู้ที่มีอำนาจภายใต้อมาตย์นี้   ไม่เคยที่จะแสดงความจริงใจในการพยายามสร้างสัมพันธไมตรีอันดีกับประเทศเพื่อนบ้านที่อยู่โดยรอบเลย   ไม่เคยเกิดความตกลงร่วมกันในการพัฒนาผลประโยชน์ระหว่างกัน,  ไม่เคยเกิดโครงการแลกเปลี่ยนร่วมมือใด ๆ เพื่อความสัมพันธ์อันดีระหว่างกัน,  แต่ดูเหมือนฝ่ายเผด็จการ และกลุ่มเครือข่ายของพวกเขากลับพยายามสร้างความร้าวฉาน,  ความขัดแย้งจนถึงขั้นใกล้จะเกิดสงครามเข้าไปทุกทีกับประเทศรอบข้างเหล่านั้น   แม้ไม่มีเรื่องราวใด ๆ เลยก็กลับพูดจาก้าวก่ายกิจการภายในต่อประเทศนั้น ๆ ซึ่งในทางการทูตถือว่าเป็นเรื่องที่ไม่ควรทำอย่างยิ่ง   จนปัจจุบันแทบจะเรียกได้ว่าประเทศไทยถูกโดดเดี่ยวโดยประเทศที่อยู่โดยรอบอย่างสิ้นเชิงในด้าน   “ความสัมพันธ์ิเชิงประจักษ์  (Evident Association)” 



ความพยายามทำเรื่องประสานไปยังประเทศต่าง ๆ เพื่อนำตัวท่านอดีตนายกทักษิณกลับมาดำเนินคดีในประเทศไทย  กลายเป็นเรื่องตลกระหว่างประเทศ และไม่มีประเทศใดให้การสนับสนุนด้วยเลยแม้แต่น้อย   ทุก ๆ ประเทศต่างตอบกลับมาตามวิถีทางการทูตว่าไม่สามารถกระทำได้ทั้งสิ้น....สิ่งนี้มีหรือว่าเผด็จอมาตย์ผู้มีอำนาจเต็มในการครอบครองประเทศอยู่ในขณะนี้จะไม่รับรู้หรือสัมผัสได้....

กระแสข่าวลือหนาหูเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า  มีผู้ยิ่งใหญ่บางคนในประเทศไทยได้นำเอาทองคำสำรองที่เก็บสะสมเอาไว้เป็นเวลานานออกมาขายทอดตลาดที่ฮ่องกง...และเมื่อประกอบกับการได้เห็นความผิดปกติอย่างยิ่งของรัฐบาลเทพประทาน   ที่ไม่ได้ดำเนินการใด ๆ เลยที่เป็๋นรูปธรรมในการที่จะควบคุมหรือยับยั้งการแพร่ระบาดของไข้หวัดใหญ่ 2009     ปล่อยให้มีคนไทยติดเชื้อโรคไปแล้วนับแสนคน และมีคนเสียชีวิตเท่าที่ตรวจพบและยืนยัันแล้ว 15  คน ยิ่งทำให้มีพิรุธ และข้อน่าสังเกตมากยิ่ิงขึ้น....  “เผด็จการอมาตย์พวกเขากำลังคิดจะทำอะไรกันอยู่”      

มีความเป็นจริงที่เห็นกันอยู่ตรงหน้าชัด ๆ โดยไม่ต้องแปลความใด ๆ ก็คือ  ฝ่ายเผด็จการอมาตย์ล้วนแล้วแต่มีอายุชนิดที่เป็น   “ไม้ใกล้ฝั่ง”  กันทั้งนั้น  จะตายวันตายพรุ่งก็ไม่รู้  ดังนั้นคำว่า   “อนาคตข้างหน้า”  จึงไม่มีความจำเป็นสำหรับพวกเขา   พวกเขาเหล่านั้นมีเพียง  “อำนาจในวันนี้”  และ  “ความยิ่งใหญ่ในอดีต”  ที่จะให้จดจำเท่านั้น  ด้วยเหตุนี้ผู้มีอำนาจยิ่งใหญ่ทั้งหลายพวกเขาไม่จำเป็นต้องสนใจว่าประเทศไทยในวันพรุ่งนี้จะเป็นอย่างไร   ลูกหลานหรือประชาชนไทยในประเทศนี้ที่จะต้องอยู่ต่อไปจะเป็นอย่างไร   เพราะอีกไม่นานพวกเขาก็จะไม่ได้อยู่ในแผ่นดิน หรือในโลกนี้แล้ว   ดังนั้นวิธีใดก็ตามที่จะยังคงรักษาอำนาจเอาไว้แ่ก่ตัวของพวกเขาได้   โดยไม่ยอมให้ใครมายึดเอาอำนาจนั้นไปพวกเขาจะต้องทำแน่  เพราะพวกเขาคิดถึงแต่วันนี้เท่านั้น.....

สิ่งต่าง ๆ อันเป็นวิธีการปฏิบัติใด ๆ ก็ตามที่ผ่านมาของเผด็จการอมาตย์  นับตั้งแต่การเปิดความขัดแย้งกับประเทศรอบด้าน,  การแสดงความประสงค์ตามไล่ล่าท่านนายกทักษิณ ไปทั่วโลกผ่านประเทศต่าง ๆ,  การไม่แสดงความใส่ใจในการควบคุมและป้องกันไข้หวัด 2009  สิ่งเหล่านี้ถ้านำมาประมวลเข้าด้วยกันให้ดี  พร้อมกับมองดูถึงความเป็นผู้สูงวัยของเผด็จการอมาตย์ที่  “ไม่มีอนาคต”    และเพียงแต่คิดถึงปัจจุบันเท่านั้น....  ด้วยความที่ประเทศไทยเป็นประเทศที่เป็น   “อู่ข้าวอู่น้ำ”  ของโลก  ดังนั้นมีความเป็นไปได้สูงทีเดียวที่เมื่อเข้าตาจนจากการถูกบีบจากนานาชาติ   เผด็จการอมาตย์ในประเทศนี้อาจจะบ้าเลือดถึงขั้น “สั่งปิดประเทศ”    ไม่ติดต่อค้าขายกับใคร อยู่แบบโดดเดี่ยวเหมือนกับประเทศพม่า...ก็อาจเป็นได้

เวลานี้เผด็จการอมาตย์กำลังเข้าตาจนชนิดที่ไม่มีทางออกใด ๆ แล้ว จาก  1.  แรงกดดันของประชาชนเสื้อแดงผู้รักประชาธิปไตยทั้งประเทศที่ออกมาต่อต้านอำนาจเผด็จการและมีแต่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ   2.  แรงกดดันจากนานาชาติในเรื่อง  “การปิดสนามบินนานาชาติ”  ที่กำลัีงใกล้ถึงตัวเข้ัามาทุกขณะ    3.  ปัญหาเศรษฐกิจที่พังทลายและกำลังทำลายประเทศให้พินาศหมดสิ้น  ซึ่งจะส่งผลกระทบถึงตนเองอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้....  การสั่งปิดประเทศ    จึงอาจจะเป็นหนทางแก้ไขปัญหาหนทางสุดท้าย   ที่จะสามารถรักษาอำนาจเผด็จการโบราญของตนเอาไว้ได้ก็เป็นไปได้เพราะสถานการณ์ทุกอย่าง  สุกงอม  แล้ว

ถ้าวิเคราะห์ตามสถานการณ์เหล่านี้มีความเป็นไปได้สูงที่เผด็จการอมาตย์จะใช้อำนาจสุดท้ายที่ตนถือครองอยู่   ใช้กำลังเข้าจัดการและจัดระเบียบใหม่กับประชาชนภายในประเทศ  โดยไม่สนใจว่าประเทศอื่น ๆ จะคิดเห็นอย่างไร    จากนั้นก็สั่งการให้   “ปิดประเทศ”  แบบเดียวกับประเทศเพื่อนบ้าน  เพื่อให้เกิดการปกครองอย่างเบ็ดเสร็จ   ซึ่งถ้าเผด็จการอมาตย์หน้ามืดถึงขั้นนั้น และกล้าที่จะทำเช่นนั้นจริง   ประเทศนี้คงจะแตกออกเป็นเสี่ยง ๆ และไม่มีทางกลัีบมารวมกันได้อีก  เพราะประชาชนไทยที่  “ตาสว่าง”  กันทั้งแ่ผ่นดินแล้วนั้นคงจะลุกขึ้นต่อต้านอย่างเต็มกำลังแน่นอน

ความน่ากลัวของเผด็จการอมาตย์ยุคสุดท้ายนี้  ไม่ได้อยู่ที่ตัวบุคคลแต่เป็นอำนาจที่เขาครอบครองอยู่  ซึ่งมีทั้งอำนาจมวลชนจัดตั้ง,  อำนาจกองกำลังติดอาวุธ,  อำนาจของข้าราชการ,  และที่สำคัญก็คือยังมีอำนาจบารมีจากประเพณีความเชื่อที่ฝังรากลึกในสังคมไทยอีกด้วย  และเมื่อถึงเวลาคราวจำเป็นที่สุดเขาจะใช้อำนาจทุกอย่างทำลายประชาชนผู้รักประชาธิปไตยอย่างเต็มที  เพียงเพื่อให้เขาได้ยึดครองอำนาจเผด็จการเอาไว้ต่อไปตราบลมหายใจสุดท้ายเท่านั้นเอง 



เวลานี้เป็นภาวะสงครามระหว่างชนชั้นและสงครามทางการปกครอง  ในฐานะที่เราเป็นเจ้าของประเทศไทยร่วมกัน   ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นประเทศชาติจะรุ่งเรื่อง  หรือร่วงโรย  เราคนไทยก็ไม่สามารถย้ายไปอยู่ประเทศอื่นได้   จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่เราทุก ๆ คนต้องช่วยกันสังเกตสถานการณ์และร่วมกันแสดงพลังอย่างเต็มที่ว่า  “เราต้องการประชาธิปไตย”   โดยแสดงความต้องการอย่างเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันในจุดมุ่งหมายเดียวกันนี้   แม้จะมีความขัดแย้งไม่เข้าใจกันบ้างแต่ก็ขอให้ร่วมเดินกันไปบนหนทางเดียวกันนี้  โดยไม่ทำลายกันจนหมดไปเสียก่อน

“จับมือไปด้วยกัน....เดินไปด้วยกัน....ก้าวย่างไปด้วยกัน....สู้ไปด้วยกัน....และเราจะชนะร่วมกัน”.....

ปูนนก   
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กรกฎาคม 14, 2009, 11:38:22 am โดย ice angel » บันทึกการเข้า
ice angel
ตาสว่าง
****

Karma: +0/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,298



ดูรายละเอียด
« ตอบ #1 เมื่อ: กรกฎาคม 14, 2009, 01:00:07 pm »

อ่านบทความแล้ว คิดว่าการดำเนินการปิดประเทศให้เหมือนประเทศพม่าทำได้ยาก
ไม่ใช่เพียงแต่สู้กับธุรกิจต่างชาติ ธุรกิจของคนในชาติ เขายังสู้กับประชาชนทั้งประเทศอีก คิดว่าเรื่องนี้ทำได้ยาก
มีแต่ล่มสลายอย่างเดียว
บันทึกการเข้า
kila1255
ตาสว่าง
****

Karma: +0/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 508


ดูรายละเอียด
« ตอบ #2 เมื่อ: กรกฎาคม 14, 2009, 01:31:13 pm »

คิดว่าพวกอำมาตย์และนายทุนที่สนับสนุนรัฐบาลทรราขอภิสิทธิ์ คงทนกับความไม่สะดวกที่เกิดจากการปิดประเทศไม่ได้หรอกค่ะ
พวกนักธุรกิจส่วนใหญ่ไม่ว่าจะเป็นคนไทยหรือต่างชาติ ต่างก็ชอบรัฐบาลที่มีประชาธิปัตย์เป็นแกนนำ เพราะมันโง่ หลอกง่าย
บอกให้ทำอะไรก็ทำ ขออะไรก็ให้ ผ่านทางหน่วยงานอย่าง บีโอไอ ฯลฯ 
บันทึกการเข้า
kapuju
รู้ทัน
**

Karma: +0/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 81


ดูรายละเอียด
« ตอบ #3 เมื่อ: กรกฎาคม 14, 2009, 01:51:53 pm »

เป็นโรคอย่างหนึ่งของคนที่กำลังจะหมดอำนาจวาสนา    มักเกิดอาการกลัวมือไม้สั่น ปากสั่น งัน งก ทำอะไรก็ดู
จะผิดพลาดไปทุกกระบวน    เริ่มเผยธาตุเเท้ลอกคราบตัวตนที่เเท้จริงออกมา   เขาลืมคิดไปว่า
อำนาจเหล่านี้มันไม่ได้อยู่ยั่งยืนยงเป็นอำมตะที่ไหนตายไปก็ดับสูญ   หากคิดปิดประเทศก็เท่ากับฆ่าตัวเองเร็วยิ่งขึ้น  ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม 

ตอนนี้ก็ได้เเต่อดใจรอว่า  เมื่อไร  เมื่อไร  เมือไร   เมื่อไร   เอาอำมาตย์คืนไปเอาประชาธิปไตยคืนมา
บันทึกการเข้า
tnon
ซาบซึ้ง
***

Karma: +1/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 170


ดูรายละเอียด
« ตอบ #4 เมื่อ: กรกฎาคม 15, 2009, 04:05:46 am »

ไม่มีใครอยู่ค้ำฟ้า
ถึงเวลา ละคร ก็ต้องปิดฉากลง
แต่จะจบอย่างไร เท่านั้น
ขึันอยู่กับคนแก่พวกนี้  ถอยยอมปล่อยวาง
หรือดึงดันจะคุมอำนาจไว้ต่อ
เมื่อนั้นยากแล้วที่จะเลี่ยงสงครามประชาชน
สงครามกลางเมืองคงจะเกิดและหลีก เลี่ยงไม่ได้
บันทึกการเข้า
m14
ซาบซึ้ง
***

Karma: +0/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 195


ดูรายละเอียด
« ตอบ #5 เมื่อ: กรกฎาคม 15, 2009, 05:13:30 am »

มันคงมีคติประจำใจ" สอนให้สู้ไว้ก่อน พ่อสอนไว้"
บันทึกการเข้า
Zso
ซาบซึ้ง
***

Karma: +0/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 181


ดูรายละเอียด
« ตอบ #6 เมื่อ: กรกฎาคม 15, 2009, 05:42:55 am »

ความคิดที่จะปิดประเทศ ได้เคยปรากฏในการปลุกระดมของ สนธิ ลิ้ม
หลังจาก สื่อ เรื่อง 70/30 และไม่ได้รับการตอบรับ
แม้ในขณะนี้ บางประเทศที่เห็นอาการ ก็ เริ่มออกมา เตือนเป็นนัยๆ
ให้ไต่รตรองให้รอบคอบ ก่อนจะมาถึงจุดนี้ ถามว่า แก็งค์คนแก่มี
คิดเรื่องนี้ไหม  บอกได้เลยว่า เป็นoption  โดยเข้าใจเอาเองว่า
สามารถจะทำได้  โดยมีตัวอย่างจาก เมษาเลือด เอาทหารออกมา
ทำสงครามเต็มรูปแบบกับประชาชนบนท้องถนน แล้วอ้างว่า เป็น
กิจการภายใน  ก็ไม่เห็นจะมีปัญหา

คนแก่ ส่วนมากความรู้สึกช้า  ประเทศหลายประเทศ เริ่มแสดงอาการ
เริ่มมีปฏิกิริยา  ยังไม่รู้สึก ไม่สำนึก!
สิ่งสำคัญ คือ เสื้อแดง ต้องมั่นคง ต้องตั้งมั่น และไม่หวั่นไหว
ความต้องการในรายละเอียด อาจแตกต่าง แต่ที่เหมือนกันและหลอมรวม
ให้เป็นหนึ่ง คือ  ประชาธิปไตยที่ทุกคนต้องเท่าเทียมกัน
John D Rockefeller Jr.
I believe
in the supreme with of individual and in his right to life, liberty and the pursuit of happiness
I believe
that the law was made for man and not man for the law,that
government is the servant of the people and not their MASTER.
บันทึกการเข้า
ขวดเปล่า
ตาสว่าง
****

Karma: +2/-1
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 777



ดูรายละเอียด
« ตอบ #7 เมื่อ: กรกฎาคม 15, 2009, 01:48:04 pm »

น่าจะมีการศึกษา เพราะพวกอำมาตย์ อนุรักษ์นิยม
เพราะมีวิวัฒนาการที่เข้าใจยาก และมีเครือข่ายซับซ้อน
ซ่อนตัวเหมือนไวรัส ที่การกลายพันธ์ได้อยู่ตลอด

เมื่อประชาธิปไตยเข้มแข็ง พวกนี้ก็ทำเป็นยอมประนีประนอม
เมื่อประชาธิปไตยอ่อนแอ พวกนี้ก็จะฉวยโอกาสขยายตัว

ยิ่งคุมสื่อมวลชนได้ก็จะปั่นหัวประชาชนโดยใช้ความศักดิ์สิทธิ์
มาครอบงำความคิด ให้ยอมจำนน อย่าลืมว่าพวกนี้ปรับตัวเก่ง
เพื่อให้ตัวเองอยู่รอด บางครั้งจะทำในสิ่งที่เราไม่คาดคิด

ไม่งั้นคงดำรงสายพันธุ์ไม่ได้นานขนาดนี้
บันทึกการเข้า
หน้า: [1]   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: