หน้า: [1]   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: ประชาธิปไตย.....ทางที่ต้องเดินไม่ใช่ทางที่จะเลือก  (อ่าน 333 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
poonnook
รู้ทัน
**

Karma: +1/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 34


ดูรายละเอียด
« เมื่อ: กรกฎาคม 10, 2009, 04:29:00 am »

นับตั้งแต่ประเทศไทยได้ใช้รัฐธรรมนูญฉบับปี 2540  เป็นต้นมา  สถานการณ์ทางการเมืองการปกครองของประเทศได้พัฒนาตัวเองไปจนเกือบจะเข้าสู่การต่อสู้ทางนโยบายที่จะนำผลสัมฤทธิ์ที่เป็นจริงไปสู่ประชาชนในประเทศ  และจะเกิดการแข่งขันกันทางนโยบายของพรรคการเมืองใหญ่ 2 พรรค  ซึ่งนั่นจะทำให้ประเทศชาติมีความเข็มแข็งในทางการปกครองและจะเกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชนไทยทั้งมวล 

น่าเสียดายที่เกิดการเข้าแทรกแซงกลจักรประชาธิปไตยที่กำลังขับเคลื่อนไปได้ด้วยดีนี้ให้สะดุดหยุดลงด้วยการรัฐประหารเมื่อวันที่  19  กันยาน  2549  ทำให้ระบบทั้งหมดพังทลายลงอย่างสิ้นเชิง  ประเทศที่กำลังพัฒนาไปสู่ความรุ่งเรืองรุดหน้าเป็นอันดับหนึ่งในอาเซียนกลับต้องล่มสลายลง  และวิ่งตามประเทศเพื่อนบ้านอย่างน่าอับอาย... 

สิ่งที่น่าสังเกตและควรค่าแก่การนำมาพิจารณาก็คือ  การรัฐประหารที่เกิดขึ้นในท่ามกลางบรรยากาศของประเทศที่กำลังพัฒนาไปด้วยดี  และคนส่วนใหญ่ของประเทศกำลังมีความสุขนั้น  มันเกิดขึ้นและสำเร็จผลอย่างง่ายดายไร้การต่อต้านจากประชาชนและทุกองค์กรของชาติได้อย่างไร    และทำไมถึงเป็นเช่นนั้น...  มีเรื่องหนึ่งที่บันทึกเอาไว้ในประวัติศาสตร์ชาติไทย  ที่น่าจะนำมาเทียบเคียงและเปรียบเทียบกับสิ่งที่เกิดขึ้นนี้ได้ดังต่อไปนี้....





เมื่อวันที่  1 เมษายน  2524  ได้เกิดการรัฐประหารที่ไม่สำเร็จ (เรียกว่ากบฏ) ขึ้น  เรียกชื่อกันว่า  “เมษาฮาวาย”  กบฏในครั้งนั้นเกิดขึ้นโดยกลุ่ม  จปร. 7 เป็นการใช้กองกำลังทหารเข้าร่วมมากที่สุดถึง  28 กองพัน แทบจะไม่มีเหลือทหารฝ่ายรัฐบาลเอาไว้เลย  หัวหน้าผู้ก่อการก็คือ  พล.อ  เสริม  ณ นคร   ได้เคลื่อนกำลังเข้ายึดสถานที่ต่าง ๆ เอาไว้ได้จนหมดสิ้น  เพียงแต่ไม่สามารถควบคุมตัว พล.อ. เปรม  ติณสูลานนท์ (นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น) ได้ และที่สำคัญคือปล่อยให้ พล.อ. เปรม สามารถอัญเชิญเสด็จพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พร้อมด้วย......นาถและสมเด็จ...โอรสาธิราช สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาไปถวายอารักขา ณ กองบัญชาการทัพภาค 2 ที่โคราชได้สำเร็จ  (ไม่ว่าจะโดยเต็มใจหรือไม่ก็ตาม)   แค่นี้คนไทยก็รู้แล้วว่าควรเข้าข้างใคร  ทั้ง ๆ ที่การยึดอำนาจในครั้งนั้นไม่ได้เกิดขึ้นเพื่อผลประโยชน์ของคนไทยในชาติเลยแม้แต่น้อย.... ในที่สุดฝ่ายที่ยึดอำนาจที่มีกำลังทหารมากกว่าก็กลายเป็นฝ่ายพ่ายแพ้กลายเป็นกบฏ  (ทั้ง ๆ ที่มีกองทัพหนุนหลังเต็มที่)....



วันที่  19 กันยายน  2549  เกิดรัฐประหารในลักษณะเดียวกันกับกบฏเมษาฮาวาย  แต่มีลักษณะที่ตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิงคือ  กองทหารที่ทำการยึดอำนาจเป็นกองกำลังส่วนน้อยที่มาจากกองทัพภาคที่ 1 ของ พล. อ. อนุพงศ์  เผ่าจินดา  กับ  กองทัพภาคที่ 3 ของ พล. อ. สะพรั่ง  กัลยาณมิตร  เท่านั้น  แต่เมื่อทำการยึดอำนาจในขณะที่ท่านนายกทักษิณ  ไม่ได้อยู่ในประเทศไทย ก็ได้เข้าเฝ้า (หรือควบคุมกลาย ๆ)  พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า......นาถ  ในพระราชวังสวนจิตรลดาในคืนนั้น...

และด้วยเหตุนี้เองทำให้ประชาชนไทยทั้งชาติจึงไม่ได้กระทำการต่อต้านใดๆ ทั้งๆ  ที่รัฐบาลท่านนายกทักษิณ  เป็นรัฐบาลที่มาจากประชาชนและทำประโยชน์ให้กับประชาชนซึ่งได้รับการสนับสนุนอย่างเต็มที่จากประชาชน....  เวลาผ่านไปเมื่อมีการเลือกตั้งเมื่อวันที่  23 ธันวาคม  2550  ภายใต้รัฐธรรมนูญที่ผู้ยึดอำนาจเขียนขึ้น  ประชาชนทั้งชาติก็ยังคงพิสูจน์ให้เห็นอีกครั้งว่าประชาชนไทยไม่เห็นด้วยกับการยึดอำนาจในครั้งนั้น  โดยเลือกพรรคพลังประชาชนที่สืบสานเจตนารมณ์มาจากพรรคไทยรักไทยที่ถูกยุบลงไปก่อนหน้า.... 

ความขัดแย้งในครั้งนี้แตกต่างจากการยึดอำนาจที่ผ่านๆ มาอย่างสิ้นเชิง  ในครั้งนี้เป็นการเผชิญหน้ากันระหว่างพลังอำนาจที่เคยสามารถกำหนดและชี้เป็นชี้ตายให้ใครแพ้ใครชนะก็ได้  ในการครอบครองอำนาจการปกครองของประเทศนี้  กับพลังอำนาจของประชาชนผู้เป็นเจ้าของประเทศอย่างแท้จริง  ที่ต้องการเข้ามามีส่วนร่วมในการกำหนดบทบาทชะตากรรมของชีวิตพวกเขาด้วยตนเอง...  ดังนั้นหลายปีที่ผ่านมาหลังจากการยึดอำนาจ 19 กันยายน  2549 เป็นต้นมา  ประเทศไทยจึงไม่เคยมีความสงบเลยแม้แต่น้อย   ไ่ม่ว่ารัฐบาลหรืออำนาจกองทัพ  หรือผู้มีอิทธิพลในประเทศนี้จะพยายามชักจูง  ชี้นำ  และผลักดันให้ประชาชนยอมรับต่อชะตากรรมที่เกิดขึ้นมาอย่างไรก็ตาม  แต่ดูเหมือนว่าสถานการณ์มิได้สงบราบเรียบลงเหมือนอย่างที่เคยเป็นมาในอดีต       

สถานการณ์ทางการเมืองของประเทศเวลานี้ เมื่อฝ่ายผู้มีอำนาจบารมียิ่งพยายามแก้ไขตามวิธีของตนเองมากเท่าใดก็ยิ่งยุ่งวุ่นวายมากขึ้นเท่านั้น  เหมือน  “ลิงแก้แห”   แก้ไขเรื่องโน้น  ก็มีเรื่องนี้เกิดขึ้น   แก้ไขเรื่องนี้ยังไม่ทันเสร็จก็มีอีกเรื่องวุ่นวายตามมา  สถานการณ์เหมือนลูกโป่งที่มีน้ำอยู่ภายใน  บีบอย่างไรน้ำในลูกโป่งก็จะล้นทะลักออกไปอีกด้านหนึ่งเสมอ  ภายในระยะเวลา 3 ปีมานี้ประชาชนไทยโดยเฉพาะตามต่างจังหวัดเริ่มรู้ตัวแล้วว่า  เขาถูกใครหลอกลวงมาตลอดระยะเวลาหลายสิบปี...ดังนั้นสิ่งที่พวกเขาเรียกร้องและต้องการให้ได้มาก็คือ   ประชาธิปไตย  ที่อำนาจบริหารมาจากการกำหนดของพวกเขาเอง  ไม่ใช่จากใครคนใดคนหนึ่งที่จะเป็นผู้มากำหนดให้แล้วบอกว่า  “ดีแล้วให้ทำอย่างนี้”   ประชาชนไทยพวกเขา  “คิดเป็น”   เขามองเห็น และพวกเขา  “เข้าใจ”  ดีว่าสิ่งใดดีที่สุดสำหรับชีวิตของพวกเขา 

การถวายฎีกาขอความเป็นธรรมให้กับท่านนายกทักษิณโดยประชาชนไทยไม่น้อยกว่า 1 ล้านรายชื่อ  และการการออกหมายเรียกรับทราบข้อกล่าวหาผู้ก่อการร้ายสากลที่เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ดำเนินการนั้น  เป็นกระบวนการที่เหมือนเผือกร้อนอันสำคัญยิ่ง  ที่จะนำให้ผู้มีอำนาจยิ่งใหญ่ในประเทศนี้ผู้ซึ่งเคยมีบทบาท  “ชี้เป็นชี้ตาย”  ให้กับการเมืองการปกครองของประเทศ  ได้กลับมาทบทวนและพิจารณาอย่างจริงจังเสียทีว่า  “ประชาธิปไตยนั้น.....เป็นทางที่ต้องเดินไม่ใช่ทางที่จะเลือก”   จงเดินไปบนทางสายนี้เสียก่อนที่จะสายเกินไป   “เราเตือนท่านแล้ว”   
           
ปูนนก
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กรกฎาคม 11, 2009, 01:17:19 am โดย แมวอ้วนอ้วน » บันทึกการเข้า
ขวดเปล่า
ตาสว่าง
****

Karma: +2/-1
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 777



ดูรายละเอียด
« ตอบ #1 เมื่อ: กรกฎาคม 10, 2009, 07:00:36 am »

ขอบคุณคุณปูนนก สำหรับข้อมูล เมษายน 2524 ไม่น่าเชื่อว่าจะลงเอยแบบนั้น
จำได้แต่รัฐประหารปี 2534 ที่ผู้ก่อการ อ้างว่ารัฐบาลมีข้อหาทุจริตคอรัปชั่น
ปิดฉากประเทศที่กำลังจะได้ชื่อว่าเป็นเสือตัวที่ 5 แห่งเอเชีย

พอมาถึง 19 กย. 2549 ก็ยังมีข้ออ้างเดิมคือ ทุจริตคอรัปชั่น แถมด้วย การไม่จงรักภักดี
นอกจากกำจัดศัตรูทางการเมืองแล้ว ยังประกาศตัวเป็นศัตรูกับประชาชนด้วย

.....ต้องขอบคุณคณะรัฐประหารที่ทำให้เรารู้ว่า ใครคือผู้ที่สามารถเลือกคนชนะได้
ทำให้เรารู้ว่าใครเปิดประตูต้อนรับเผด็จการที่พวกเขาหนุนหลัง...

คนกลุ่มนี้ไม่ได้มีอำนาจในทางกฏหมาย แต่มีพลังบารมีเพราะอยู่จุดสูงสุดทางวัฒนธรรม
ถ้าจะหวังให้ปรับตัว คงหวังยาก...อย่างมากก็คงแกล้งตามกระแส เดี๋ยวก็ดื้ออีก
ให้โอกาสกี่ครั้งก็ไม่คิดจะเปลี่ยน...คนพวกนี้ต้องได้รับบทเรียนที่เจ็บปวดเท่านั้น
บันทึกการเข้า
m14
ซาบซึ้ง
***

Karma: +0/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 195


ดูรายละเอียด
« ตอบ #2 เมื่อ: กรกฎาคม 10, 2009, 03:23:23 pm »

เขาต้อง"เลือก"ทางเดินก่อน  ถ้าเห็นว่าจะแพ้ค่อยมา"ต้อง" เดิน    ...ที่น่าห่วงคือสมุนจะสู้จนหยดสุดท้ายเพราะไม่ได้ใช่ตัวเองเข้าเดิมพัน แต่ใช่เงินหัวหน้ามาเล่นพนันแทน ชนะก็ได้ส่วนแบ่ง  แพ้ก็เสียเหงื่อปวดหลังเล็กน้อย   ....ต้องดึงให้สมุนเขามาวางเดิมพันด้วยซิจะป้องกันความรุนแรงได้
บันทึกการเข้า
ice angel
ตาสว่าง
****

Karma: +0/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,298



ดูรายละเอียด
« ตอบ #3 เมื่อ: กรกฎาคม 11, 2009, 02:41:56 am »

อ้างถึง
ฝ่ายผู้มีอำนาจบารมียิ่งพยายามแก้ไขตามวิธีของตนเองมากเท่าใดก็ยิ่งยุ่งวุ่นวายมากขึ้นเท่านั้น  เหมือน  “ลิงแก้แห”   แก้ไขเรื่องโน้น  ก็มีเรื่องนี้เกิดขึ้น   แก้ไขเรื่องนี้ยังไม่ทันเสร็จก็มีอีกเรื่องวุ่นวายตามมา  สถานการณ์เหมือนลูกโป่งที่มีน้ำอยู่ภายใน  บีบอย่างไรน้ำในลูกโป่งก็จะล้นทะลักออกไปอีกด้านหนึ่งเสมอ 

... ประชาชนรู้ซึ้งน้ำตาไหลพลากเมื่อเห็นผลงาน  6 เดือนของมาร์คกระสัน"รัฐบาลเทพประทาน"
ตอนต่อไปลิงแก้แห จะใช้วิธีการของตนแบบไหนน๊า ?

1. แก้ที่กกต ?
2. แก้ที่พรรคปชป ?
3. แก้ที่พันธมิตร ?
4. แก้ที่นายกทักษิณ ?

แต่ที่รู้ๆ คือตอนนี้แก้ที่ ตำแหน่งรมต.รัฐบาลเทพประทาน ส่งตัวแทนของลิงมาแก้ก่อนละกัน  ยิ้มเท่ห์ ยิ้มเท่ห์









บันทึกการเข้า
Crying Prophet
ตาสว่าง
****

Karma: +0/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 273



ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #4 เมื่อ: กรกฎาคม 11, 2009, 04:57:51 am »

อ้างถึง
ฝ่ายผู้มีอำนาจบารมียิ่งพยายามแก้ไขตามวิธีของตนเองมากเท่าใดก็ยิ่งยุ่งวุ่นวายมากขึ้นเท่านั้น  เหมือน  “ลิงแก้แห”   แก้ไขเรื่องโน้น  ก็มีเรื่องนี้เกิดขึ้น   แก้ไขเรื่องนี้ยังไม่ทันเสร็จก็มีอีกเรื่องวุ่นวายตามมา  สถานการณ์เหมือนลูกโป่งที่มีน้ำอยู่ภายใน  บีบอย่างไรน้ำในลูกโป่งก็จะล้นทะลักออกไปอีกด้านหนึ่งเสมอ 

... ประชาชนรู้ซึ้งน้ำตาไหลพลากเมื่อเห็นผลงาน  6 เดือนของมาร์คกระสัน"รัฐบาลเทพประทาน"
ตอนต่อไปลิงแก้แห จะใช้วิธีการของตนแบบไหนน๊า ?

1. แก้ที่กกต ?
2. แก้ที่พรรคปชป ?
3. แก้ที่พันธมิตร ?
4. แก้ที่นายกทักษิณ ?

แต่ที่รู้ๆ คือตอนนี้แก้ที่ ตำแหน่งรมต.รัฐบาลเทพประทาน ส่งตัวแทนของลิงมาแก้ก่อนละกัน  ยิ้มเท่ห์ ยิ้มเท่ห์



ที่ต้องแก้อันดับแรกคือ "ประชาชนคนไทย"ครับ

คนไทยจะต้องมีจุดยืนในด้านการเมืองที่มั่นคง ไม่ถูกชักจูงให้เป็นเครื่องมือของฝ่ายใด ๆ ครับ

และต้องมีความกล้าพอที่จะยืนหยัดต่อต้านเวลาที่มีการรัฐประหารฉีกรัฐธรรมนูญครับ
บันทึกการเข้า

ร่วมเดินทางไปกับความมหัศจรรย์ของโลกพระคริสตธรรมคัมภีร์ กับเป้าหมายการอ่านพระคริสตธรรมคัมภีร์ทั้ง 66 บทให้จบภายใน 1 ปี กับ Crying Prophet....

http://trytoreadbible.blogspot.com
หน้า: [1]   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: